<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2021 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเผยจุดต่างม็อบ 3 นิ้วในพม่ากับไทย แฉบางคนร่วมมือต่างชาติหนุนม็อบก่อความรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

26 มี.ค.64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง จุดต่างม็อบ 3 นิ้วในพม่า กับไทย กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,333 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 22 &amp;ndash; 25 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ความเห็นของประชาชนต่อจุดต่างม็อบ 3 นิ้วในพม่า กับ ไทย พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.7 ระบุ ในพม่า ความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตของประชาชนมาจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ในประเทศไทย ม็อบ 3 นิ้วเป็นผู้เริ่มทำผิดกฎหมาย ใช้ความรุนแรง ระเบิดปิงปอง ระเบิดเพลิง เผาทรัพย์สินจากเงินภาษีของประชาชนและใช้ความรุนแรง ทำร้ายสถาบันหลักของชาติและทำลายจิตใจของผู้อื่นผู้ศรัทธาจงรักภักดี ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.6 ระบุ ม็อบ 3 นิ้วในพม่าได้แก่ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ แตกต่างจาก ม็อบ 3 นิ้วในไทย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.4 ระบุ ในพม่า นักการเมือง เรียกร้องให้ปล่อยตัว นางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำประชาธิปไตย แต่ในประเทศไทย นักการเมืองบางพรรค บางคน นักวิชาการบางคน และม็อบ เรียกร้องให้ปล่อยคนทำผิดกฎหมายบ้านเมือง คุกคามผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ทำลายทรัพย์สินเงินภาษีประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.3 ระบุ ในประเทศไทย คนไทยมีเสรีภาพใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ขออย่าทำผิดกฎหมาย มีความเสมอภาคมากกว่าหลายประเทศและภราดรภาพไปไหนมาไหนเป็นคนแปลกหน้าก็เรียกพี่เรียกน้อง ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายายกัน ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ไม่เหยียดสีผิว ดีกว่าหลายประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.8 ระบุ ในพม่า รัฐบาลพม่าวันนี้มาจากรัฐประหารโดยทหาร แต่ในประเทศไทย รัฐบาลไทยวันนี้มาจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.6 มีความเห็นว่า ถ้าตำรวจไม่จัดการเด็ดขาดกับม็อบ ม็อบจะทำตัวเหนือกฎหมาย ใช้ระเบิด ไม่ใช้สันติวิธี ม็อบคุกคามผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น เผาทำลายทรัพย์สินส่วนรวมเงินภาษีของประชาชน ทำบ้านเมืองวุ่นวาย ซ้ำเติมวิกฤตทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้นไปอีก แนะให้ชุมนุมในที่ที่สงบไม่กระทบการเดินทางผู้อื่นของผู้เห็นต่าง ในขณะที่ ร้อยละ 15.4 มีความเห็นว่า ตำรวจไม่ควรจัดการม็อบด้วยความรุนแรง เพราะจะทำให้เกิดความรุนแรงบานปลายเข้าทางขบวนการปลุกปั่นให้คนไทยในชาติแตกแยก เข้าทางพวกต้องการโหมไฟทำลายล้างประเทศชาติบ้านเมือง และคนในม็อบบางคนถูกยั่วยุเข้าร่วมม็อบด้วยความรู้ไม่เท่าทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วง คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.5 มีความเห็นว่า คนหนุนม็อบคือ คนเสียผลประโยชน์ เสียอำนาจ ต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวายเพื่อตนเองได้ประโยชน์ หากินกับความวุ่นวายของบ้านเมือง มีบางส่วนหนุนด้วยความไม่รู้และถูกปลุกปั่นมาจากโลกโซเชียล ในขณะที่ร้อยละ 16.5 มีความเห็นว่า คนหนุนม็อบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย มาม็อบเพราะต้องการแสดงออก มีความต้องการที่แตกต่างกันไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 99.1 ระบุ ชาวต่างชาติ องค์กรต่างชาติ เอื้อประโยชน์ให้แกนนำและญาติพี่น้องของแกนนำม็อบไทย ต้องการจะเข้ามาแทรกแซงจัดระเบียบประเทศไทย จะกอบโกยผลประโยชน์ชาติไทย หลังการสูญเสียและคนไทยอ่อนแอไร้อำนาจต่อรองเพราะคนไทยแตกแยกกัน เหมือนที่พวกเขาทำในหลายประเทศทั่วโลกมาแล้ว ในขณะที่ เพียงร้อยละ 0.9 เท่านั้นที่ คิดว่า ไม่มีชาวต่างชาติจะเข้ามากอบโกยอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าคนไทยส่วนใหญ่แยกแยะออกเห็นความแตกต่างระหว่างม็อบ 3 นิ้วในพม่า กับ ม็อบ 3 นิ้วในไทย ดังนั้นข้อมูลผลสำรวจเป็นตัวยืนยันส่งสัญญาณไปยังขบวนการของชาวต่างชาติองค์กรต่างชาติที่มาหากินผลประโยชน์ในประเทศไทยระดมทุนต่าง ๆ ในประเทศไทย พวกต่างชาติเหล่านี้กำลังทำตัวเสมือน &amp;ldquo;กินบนเรือน ขี้บนหลังคา&amp;rdquo; มาทำมาหากินในบ้านของเขาแล้วยังมาทำไม่ดีจะมาเผาบ้านของเขาอีก ดังนั้นคนไทยทุกคนจึงต้องรู้เท่าทัน และ รู้ รัก สามัคคี เพราะข้อมูลที่ค้นพบชี้ชัดมาตลอดว่า กระแสต่าง ๆ ถูกปั่นมาจากต่างประเทศโดยเฉพาะในโลกโซเชียลที่มีการปลุกระดมทำคนไทยแตกแยกกันจากต่างประเทศมีบางคนแอบแฝงว่าอยู่ต่างประเทศมาทำร้ายบ้านของตนเองก็มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า มีนักการเมืองบางพรรค และนักศึกษาบางคนใฝ่ฝันจะได้รับผลประโยชน์จากต่างชาติในรูปแบบต่าง ๆ จึงร่วมมือกับพวกเขาสนับสนุนม็อบใช้ความรุนแรง ทำลายบ้านของตนเอง เพื่อเปิดช่องให้พวกเขาเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ชาติของประเทศไป ที่น่ากลัวคือ เยาวชนคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งไม่ใช่ส่วนใหญ่ของประเทศกำลังถูกสร้างทัศนคติที่เป็นพิษต่อประเทศของตนเอง ถูก บอท (Bot) เอไอ (AI) และคนในขบวนการส่งข้อมูลไปยังมือถือของเด็กและเยาวชนสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทำลายชาติ ทำคนในชาติแตกแยกโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น เสนอแนะให้ใช้ยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;ชาติสร้างเยาวชน&amp;rdquo; เอาทุกคนมาเป็นพวกปกป้องผลประโยชน์ชาติ รักษาสถาบันหลักของชาติด้วยความกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97331</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุดต่างม็อบ 3 นิ้วในพม่า กับไทย, ดร.นพดล  กรรณิกา, องค์กรต่างชาติ, เยาวชนคนรุ่นใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210326/image_big_605d480e03856.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2021 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2021 10:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเผยความรู้สึกประชาชนผิดหวังส.ส.อภิปรายไม่ไว้วางใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.พ.64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง สภา เขาควาย กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,683 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 16 &amp;ndash; 18 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนใหญ่เกือบร้อยละร้อยหรือร้อยละ 99.8 ระบุ สภา มีแต่ปัญหารอบด้าน เจอแต่การเมืองเก่า สมาชิกไม่เชื่อฟังประธานฯ พูดจาเสียดสี ทำงานไร้ประโยชน์ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ร้อยละ 99.4 ระบุพบสมาชิกสภา ฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฎหมาย แต่กลับไม่มีวินัย ฝ่าฝืนกฎ เสียเอง ร้อยละ 98.7 ระบุ พบเห็น การอภิปรายที่พูดเรื่องเดิม ๆ รู้อยู่แล้ว เอาข้อมูลจากสื่อมาพูด ขาดหลักฐานใหม่ ร้อยละ 97.5 ระบุ รู้สึกผิดหวัง ต่อ การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ร้อยละ 96.9 ระบุ ติดตามการอภิปรายมาไร้ประโยชน์ คาดว่าประชาชนจะเดือดร้อน จะต้องทุกข์มากขึ้นเรื่อง ปัญหาปากท้อง ปัญหาเงินในกระเป๋าของตนเอง ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.7 ระบุ พบเห็นสมาชิกใช้สภา เป็นเวทีแสดงผลงานของตนเองค่อนข้างมากถึงมากที่สุด รองลงมาคือ ปานกลาง ร้อยละ 19.9 และ ค่อนข้างน้อย ถึง ไม่เห็นเลย ร้อยละ 8.4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.9 รู้สึกเบื่อหน่าย ต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ รองลงมาคือ ปานกลางร้อยละ 21.4 และค่อนข้างน้อยถึงไม่เบื่อเลย ร้อยละ 14.7 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ปัญหาของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ชี้ให้ประชาชนเห็นแต่ปัญหารอบด้านที่นักทฤษฎีทางสังคมวิทยาเขาเรียกกันว่า ปัญหาเขาควาย (Dilemma) คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ทำให้ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่าย ไร้พลังอำนาจ (Powerless) ไร้ประโยชน์ หันไปทางไหน ก็เจอแต่ปัญหาทำนองว่าหนีเสือปะจระเข้ สอดคล้องกับหัวข้อโพลนี้คือ สภาเขาควาย เป็นสภาวะที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงที่ผ่านมายังไม่ทำให้ประชาชนเห็นแสงสว่างทางออกของวิกฤตชาติโควิดและวิกฤตการเงินในกระเป๋าของประชาชน จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เกือบทั้งประเทศอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากฝ่ายการเมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93534</URL_LINK>
                <HASHTAG>การอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ดร.นพดล  กรรณิกา, สภาเขาควาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210219/image_big_602f35773c312.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90892</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2021 22:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชน97% หนุนใช้&#039;ม.112&#039; จัดการแก๊งทอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โพลเผย 97% หนุนดีอีเอสใช้มาตรา 112 &amp;nbsp;จัดการ &amp;ldquo;ธนาธรและพวก&amp;rdquo; เด็ดขาด ซ้ำ 93% มองไม่ใช่การเมือง แต่เป็นการบังคับใช้กบิลเมือง &amp;ldquo;พุทธิพงษ์&amp;rdquo; ได้เฮ ประชาชนส่วนใหญ่แห่ชื่นชม &amp;ldquo;วัชระ&amp;rdquo; ตามขยี้ &amp;quot;สกุลธร&amp;quot; &amp;nbsp;เตรียมบุกกองปราบฯ ถามความคืบหน้าคดีสินบน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล &amp;nbsp;กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ ได้นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่องกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กับมาตรา 112 โดยศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,807 ตัวอย่าง โดยเมื่อถามถึงความเห็นต่อดีอีเอสกรณีแจ้งความดำเนินคดีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และคนอื่นๆ ในขบวนการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พบว่าส่วนใหญ่หรือ 97.4% เห็นด้วย ในขณะที่ 2.6% ไม่เห็นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อสอบถามถึงการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา &amp;nbsp;112 เป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องใช้สิทธิตามกฎหมายบ้านเมืองเพื่อความสงบสุขของประเทศและประชาชน ไม่ใช่เรื่องการเมือง พบว่าส่วนใหญ่หรือ 93% เห็นด้วยว่า เป็นเรื่องสิทธิของแต่ละคนตามกฎหมายบ้านเมืองเพื่อความสงบสุขของประเทศและประชาชนมากกว่า ไม่ใช่เรื่องการเมือง ในขณะที่เพียง 7% ไม่เห็นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ หลังจากนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอีเอสบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 112 พบว่าส่วนใหญ่หรือ 97.7% พอใจนายพุทธิพงษ์ ในขณะที่ 2.3% ไม่พอใจ &amp;nbsp;นอกจากนี้ส่วนใหญ่หรือ 98.4% สนับสนุนนายพุทธิพงษ์จัดการกวาดให้เรียบพวกขบวนการจาบจ้วง ล่วงละเมิด คุกคามในหลวงและทุกพระองค์ในสถาบันหลักของชาติ ในขณะที่เพียง 1.6% ไม่สนับสนุน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือ 75% ระบุเป็นไปได้ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ที่คนในชาติจะแตกแยกมากขึ้น &amp;nbsp;ถ้าปล่อยให้มีการล่วงละเมิด จาบจ้วง คุกคามในหลวงและทุกพระองค์ในสถาบันหลักของชาติ ในขณะที่ 14.3% ระบุเป็นไปได้ปานกลาง และ 10.7% ระบุเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยถึงเป็นไปไม่ได้เลย&amp;quot;
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดลกล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าดีอีเอสโดยนายพุทธิพงษ์กำลังทำตามความคาดหวัง และการสนับสนุนของประชาชนในการออกมาปกป้องรักษาเสาหลักของชาติ เพื่อยับยั้งขบวนการที่ใช้ข้อมูลเท็จหวังทำลายสถาบันหลักของชาติ หรือทำให้สั่นคลอนและสร้างความแตกแยกของคนในชาติ ประชาชนส่วนใหญ่จึงสนับสนุนนายพุทธิพงษ์ใช้กฎหมายคุ้มครองสิทธิทุกคน &amp;nbsp;และเป็นกลไกของประเทศเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ใช้สิทธิตามกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม โดยทุกคนย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย แนวทางนี้จึงไม่ใช่เรื่องการเมืองและไม่ใช่การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การเมืองเป็นเรื่องการเมือง เพราะใครก็ตามที่ถูกล่วงละเมิดสิทธิ ถูกคุกคาม ย่อมต้องอาศัยกฎหมายหยุดการคุกคามนั้น จึงดีกว่านักการเมืองบางคนพาคนลงถนน คุกคามผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ที่เคยทำกันในช่วงปีที่ผ่านมา&amp;quot; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดลระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ในวันจันทร์ที่ 25 ม.ค. เวลา 09.40 น. &amp;nbsp;นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) &amp;nbsp;จะเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผู้บังคับการกองปราบปราม เพื่อขอทราบความคืบหน้าสำนวนคดีนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ติดสินบนเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จำนวน 20 ล้านบาท ตามคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และขอให้พิจารณาเพิ่มบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ &amp;nbsp;เป็นผู้ต้องหาด้วย เนื่องจากเช็คที่จ่ายเงินสินบนใบแรก 5 &amp;nbsp;ล้านบาทเป็นของบริษัทนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานยุทธศาสตร์กลุ่มไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;quot;ล้ม 112 ภัยคุกคามใหม่&amp;quot; โดยระบุว่า &amp;quot;ได้อ่านแนวคิดของนายปิยบุตร แสงกนกกุล &amp;nbsp;แกนนำคณะก้าวหน้าที่คิดจะแก้ไขมาตรา 112 แล้ว โดยเฉพาะคำขู่ที่บอกว่าจะเกิด anarchy revolution หรือสังคมเกิดอนาธิปไตยนั้น บอกได้เลยว่าแค่นี้ก็ตีโจทย์ผิดทันทีที่เอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นปัญหา เพราะอำนาจบริหารเพื่อความอยู่ดีกินดี และทุกๆ อย่างอยู่ที่รัฐบาล &amp;nbsp;ปัญหาทุกอย่างมันอยู่ที่ความมีคุณธรรมของนักการเมือง &amp;nbsp;ซึ่งปัญหาที่ผ่านมาของประเทศเกิดจากนักการเมืองทุจริต &amp;nbsp;ใช้อำนาจไม่ชอบ ไม่มีคุณธรรม แทนที่คุณคิดจะปรับปรุงสิ่งเหล่านี้ อยู่ๆ ก็โผล่มาเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มาเป็นคู่ขัดแย้ง โดยไม่สนใจความชั่วร้ายของนักการเมืองที่สร้างปัญหาให้ประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้พวกคุณพยายามที่จะเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน แต่ประชาชนเขาไม่เอาด้วย &amp;nbsp;วันนี้พวกคุณกำลังเป็นคู่ขัดแย้งกับสถาบันเสียเอง และประชาชนส่วนใหญ่เขาทนไม่ได้ จึงประกาศเป็นคู่ขัดแย้งกับพวกคุณด้วย การที่พวกคุณพยายามที่จะแก้ไขมาตรา 112 เพื่อลดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ ใครๆ ก็มองออก หากปล่อยให้พวกคุณทำตามที่ต้องการ วันหนึ่งสถาบันก็ถูกทำลาย แล้วก็คงมีนักการเมืองเลวๆ ขึ้นมาสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ คุณคิดหรือว่าบ้านเมืองจะสงบสุข&amp;quot; นพ.วรงค์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์ยังโพสต์อีกว่า &amp;quot;ที่มาข่มขู่เรื่อง anarchy &amp;nbsp;revolution คิดหรือว่าประชาชนเขากลัว และไม่แน่ใจว่า เมื่อเกิดอนาธิปไตยแล้ว ใครกันแน่ที่จะได้รับผลกระทบ &amp;nbsp;เกรงว่าพวกคุณมากกว่าที่จะได้รับผลกระทบนี้ ท้ายที่สุดหากไม่มีแผ่นดินอยู่ ช่วยไม่ได้นะ เพราะเชื่อว่าประชาชนเข้าใจถึงเรื่องกฎหมายกันดี กฎหมายจับความเร็ว ก็มักจะมีปัญหากับคนขับรถเร็ว กฎหมายเป่าแอลกอฮอล์ ก็มักจะมีปัญหากับพวกเมาแล้วขับ กฎหมายมาตรา 112 ก็จะมีปัญหากับพวกจาบจ้วง คิดล้มล้าง ซึ่งดูหน้าดูตาแล้วก็หน้าซ้ำๆ กลุ่มเดิมๆ ถึงวันนี้คนไทยเขาพร้อมแล้วที่จะสู้กับพวกคุณ&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90892</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นพดล  กรรณิกา, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d8b567f227.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้ปชช.เชื่อมั่น&#039;ลุงตู่&#039; สิระอัด&#039;แม้ว-ปู&#039;ผีเร่ร่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซูเปอร์โพลเผยผลสำรวจ &amp;quot;ลุงตู่ ถือธงนำ&amp;quot; &amp;nbsp;ประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่น &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ยกย่องเชิดชู บุคลากรการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และข้าราชการกระทรวงต่างๆ แต่โฆษกเพื่อไทยด่าเช็ด ล็อกดาวน์ทำเจ๊งหมดแล้ว &amp;quot;สิระ&amp;quot; สาปส่ง &amp;quot;ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์&amp;quot; ผีเร่ร่อนร้ายกว่าไวรัส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 มกราคม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล &amp;nbsp;กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER &amp;nbsp;POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ลุงตู่ ถือธงนำ &amp;nbsp;กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) &amp;nbsp;และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน &amp;nbsp;1,104 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม &amp;nbsp;2563 - 1 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงผู้นำระดับสูงสุดของหน่วยงานรัฐ ส่วนราชการต่างๆ ที่ต้องออกมายืนในที่แจ้ง แสดงความรับผิดชอบ ทำงานหนักให้ประชาชนเห็นเป็นแบบอย่างที่ดี ในการแก้ปัญหาวิกฤติของชาติและของประชาชนให้มากขึ้น &amp;nbsp;พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.4 ระบุปลัดกระทรวงมหาดไทย รองลงมาคือร้อยละ 87.5 ระบุปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 86.8 ระบุปลัดกระทรวงแรงงาน และร้อยละ 82.4 ระบุผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.9 ยกย่องเชิดชู บุคลากรการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และข้าราชการกระทรวงต่างๆ ระดับล่างลงไป เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ผู้เสียสละแก้ปัญหาใกล้ชิดประชาชน เสี่ยงอันตรายติดเชื้อโควิด ในขณะที่ร้อยละ 89.8 อยากเห็นการเมืองใหม่ ช่วยกันกอบกู้วิกฤติ ไม่ซ้ำเติมคนทำงาน และร้อยละ 89.5 ไม่สบายใจต่อพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ &amp;nbsp;ของฝ่ายการเมือง นักการเมือง กลุ่มเคลื่อนไหวการเมือง &amp;nbsp;พวกโซเชียลที่ใช้เวลาว่างมุ่งโจมตีคนทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.4 ยังคงเชื่อมั่น สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถือธงนำแก้วิกฤติโควิด ชี้ทางให้ประชาชนก้าวไปข้างหน้า แต่ถือไม้เรียวคอยฟาดผู้นำส่วนราชการที่เกียร์ว่าง ในขณะที่ร้อยละ 15.6 ไม่เชื่อมั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า &amp;quot;ลุงตู่ ถือธงนำ&amp;quot; ในผลโพลนี้ชี้ให้เห็นว่า บรรดาผู้นำสูงสุดของส่วนราชการต้องออกมาแสดงตนให้ประชาชนเห็นความรับผิดชอบแก้ไข ไม่ใช่ยังหลบซ่อนอยู่ในมุมที่ปลอดภัย ปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเสี่ยงอันตรายแก้ปัญหาใกล้ชิดประชาชน ควรจะแสดงความเป็นผู้นำให้มากขึ้น มากกว่าปล่อยให้ผู้เสียสละทำงานหนัก กลายเป็นพื้นที่ตำบลกระสุนตกเพียงกลุ่มเดียว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;ยังคงระบาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลสั่งคุมเข้มสถานการณ์ และขอให้ประชาชนฟังข้อมูลจาก ศบค.เท่านั้นจะได้ไม่สับสน ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ดูได้จากผลการสำรวจของซูเปอร์โพล ดังนั้นขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาล เชื่อมั่นระบบสาธารณสุขของไทย ที่สำคัญประชาชนยังคงให้ความร่วมมืออย่างดี แล้วเราจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่เข้าใจพรรคเพื่อไทยจริงๆ ทั้งที่ปีใหม่แล้ว แทนที่จะกลับตัวกลับใจ หันหน้ามาช่วยเหลือประชาชน แต่กลับยังคงนิสัยเดิม เล่นการเมืองบนความทุกข์ของประชาชน &amp;nbsp;โจมตี พล.อ.ประยุทธ์ด้วยข้อมูลที่บิดเบือน ทำให้ประชาชนสับสน&amp;quot;
ทำงานแบบ very bad&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า โดยเฉพาะนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาพูดรายวัน ทั้งนี้อยากบอกว่า การจะล็อกดาวน์หรือปิดอะไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ทำงานคนเดียว เรามีอาจารย์หมอเป็นคณะที่ปรึกษา ขอให้เชื่อมั่นระบบสาธารณสุขของไทย ทุกอย่างผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่วนทางด้านเศรษฐกิจนั้นก็มีทีมเศรษฐกิจดูแล มีมาตรการเยียวยาออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือประชาชน ดังนั้นพรรคเพื่อไทยควรมาช่วยกัน ดีกว่าพ่นน้ำลายไปวันๆ ซึ่งประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดครั้งใหม่ของไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;และมีความไม่สบายใจที่ยังมีประชาชนหลายคนบางกลุ่มที่ยังไม่ระมัดระวังเท่าที่ควร ในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อหรือป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพิ่มมากขึ้นได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันร่วมมือแก้ปัญหาโควิด-19 และขอให้ทุกคนมีความรับผิดชอบต่อกันและกันเพื่อให้ครอบครัวและชุมชนปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า &amp;nbsp;หลายพื้นที่ถูกสั่งปิดร้านค้าและสถานบริการ กระทบกับการจ้างงานและรายได้อย่างมหาศาล แต่รัฐกลับใช้มาตรการเดิมเหมือนไม่เรียนรู้การจัดการในครั้งที่ผ่านมา &amp;nbsp;ซ้ำยังสั่งให้ประชาชนรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พล.อ.ประยุทธ์ยังเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ไม่เคยแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชน โดยเฉพาะการระบาดรอบนี้ที่ประกาศล็อกดาวน์ สั่งปิดร้านค้ารายย่อยของประชาชนที่กำลังลืมตาอ้าปากได้ แต่ไม่ปิดห้างสรรพสินค้า จึงอยากถามว่าการระบาดของโควิด-19 เลือกสถานที่การติดเชื้อได้หรือไม่ อย่าให้ประชาชนตั้งคำถามว่านอกจากจะ very กู้แล้ว ยังทำงานแบบ very bad ไร้ประสิทธิภาพ&amp;quot; โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาอวยพรปีใหม่ประชาชนคนไทยว่า ทั้งสองคนไม่จำเป็นต้องสรรหาคำพูดสวยหรูมาอวยพรคนไทย เพราะถ้าอยากจะมอบของขวัญให้คนไทยจริงๆ เพียงแค่เอาเงินที่โกงประเทศไปกลับคืนมาช่วยประเทศในสถานการณ์โควิด คนไทยก็คงดีใจแล้ว &amp;nbsp;แต่เชื่อว่าทั้งสองคนคงไม่กล้าทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างตัวคุณยิ่งลักษณ์ &amp;nbsp;อย่าออกมาแนะนำอะไรให้คนไทยเลย เพราะขนาดตอนเป็นนายกฯ คนไทยเขายังตั้งฉายาให้ว่าโง่ เอาเวลาไปพัฒนาสมองของตัวเองให้ฉลาดขึ้นจะดีกว่า&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ที่สำคัญคนที่อยากให้รับคำอวยพรมากที่สุดคงเป็นนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ต้องเข้าคุกรับความผิดอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์น่าจะกลับมารับโทษและไปเยี่ยมนายบุญทรงบ้าง
&amp;#39;ทักษิณ&amp;#39; คล้ายผีเร่ร่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนของคุณทักษิณ ผมขอแนะนำว่าวันนี้อย่าเพิ่งไปห่วงการบริหารประเทศของใครเลยครับ คุณทักษิณเอาเวลาไปดูปัญหาแตกแยกในพรรคเพื่อไทย ว่าคนของตัวเองตีกันไปถึงไหนแล้วจะดีกว่า เพราะทุกวันนี้ก็กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง แถมยิ่งจะมีสิทธิ์โดนยุบพรรคจากที่คุณไปหาเสียงช่วย อบจ. กรรมการบริหารพรรคแต่ละคนรีบกระโดดหนีเหมือนอย่างกับจะหนีหมาเน่า&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระยังกล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณให้สัมภาษณ์ว่าได้วางมือการเมืองถาวร และอยากกลับประเทศมาเลี้ยงหลานว่า หากสิ่งที่นายทักษิณกล่าวว่าวางมือทางการเมืองไปแล้วนั้น ถ้าเป็นจริงก็ถือเป็นข่าวดี แต่ดูจากการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาที่ยังออกมาหาเสียงให้คนของตัวเองในการเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่านายทักษิณ ยังติดนิสัยพูดโกหกไม่หาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่บอกว่าอยากกลับมาเลี้ยงหลานที่ประเทศไทยนั้น &amp;nbsp;วันนี้ผมไม่รู้ว่าคุณทักษิณถือสัญชาติอะไรอยู่ เป็นพลเมืองของประเทศไหน เพราะมีลักษณะคล้ายผีเร่ร่อน ผมขอร้องว่าอย่ากลับมาเลย ทุกวันนี้สถานการณ์โควิดก็แย่มากอยู่แล้ว และที่สำคัญคุณทักษิณเป็นมากกว่าเชื้อไวรัสร้าย &amp;nbsp;เพราะขนาดอยู่นอกประเทศมานาน แต่ก็ยังปลุกปั่น ยุแยง ให้คนไทยในชาติแตกแยกกันได้ ฉะนั้นคุณทักษิณควรจะอยู่เป็นผีไม่มีศาลที่ดูไบดีแล้ว อย่าได้กลับมาสร้างปัญหาให้ประเทศไทยอีกเลย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระกล่าวว่า นายทักษิณคงจะไม่เหงา เพราะอีกไม่นานก็จะมีรุ่นน้องอย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตามไปอยู่ด้วยแล้ว ชะตากรรมในวันนี้ของนายทักษิณถือเป็นตัวอย่างและบทเรียนที่ดีให้นักการเมืองที่คิดล้มล้างสถาบัน &amp;nbsp;คดโกงประเทศชาติ ว่าสุดท้ายสิ่งที่ตัวเองได้ไปอาจจะไม่คุ้มค่ากับการไม่มีแผ่นดินอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมก็ขอฝากไปถึงนักการเมืองยุคนี้ที่คิดจะทุจริต ทำลายประเทศ ให้เอาชีวิตทักษิณเป็นกระจกสะท้อนอนาคตของตัวเอง&amp;quot; นายสิระกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กตอบโต้นายทักษิณที่ให้สัมภาษณ์แนะนำรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการแก้ปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศว่า สังคมไม่ได้ประโยชน์จากทัศนคติอันเป็นลบของ ส.ส.พรรครัฐบาล ต่อคำแนะนำที่เป็นความห่วงใยความปรารถนาดีของอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่เห็นประโยชน์ที่จะมีใครไปนั่งทะเลาะกับเทปธรรมะ ถ้าไม่เห็นด้วยกับแนวทางออกจากปัญหาก็แค่นิ่งเฉย แม้ว่าการออกมาโวยวายด้วยภาษาที่ฟังไม่ได้ จะเป็นผลงานเพื่อใช้ในการช่วยเหลือในคดีใดหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ นายทักษิณไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไรจากการออกมาให้คำแนะนำ&amp;quot; รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88635</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.นพดล  กรรณิกา, ปารีณา ไกรคุปต์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สิระ เจนจาคะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุชา บูรพชัยศรี, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, อรุณี กาสยานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201222/image_big_5fe1d1a9624d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
